สำหรับคนทำธุรกิจ ไม่ว่าจะในรูปแบบบุคคลธรรมดา หรือเพิ่งเริ่มจดทะเบียนบริษัท คำว่า “VAT” หรือ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%” เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และมักจะมาพร้อมกับตัวเลขหลักไมล์สำคัญที่ทุกคนต้องท่องจำ นั่นคือ “1.8 ล้านบาท”
แต่คำถามที่สร้างความปวดหัวให้กับผู้ประกอบการมือใหม่มากที่สุดคือ “แล้วไอ้เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทเนี่ย เขานับกันอย่างไร? นับรายได้หรือรายรับ? ถ้ารายได้ถึงแล้วต้องไปจดตอนไหน? แล้วถ้าไม่จดจะเกิดอะไรขึ้น?”
บทความนี้เราจะมาเจาะลึกแบบเคลียร์ชัดๆ เพื่อให้คุณเตรียมความพร้อมได้อย่างถูกต้อง และไม่พลาดท่าเสียค่าปรับภาษีย้อนหลังครับ

เกณฑ์รายได้ 1.8 ล้านบาท คำนวณอย่างไร? (นับจากตรงไหน)
สิ่งแรกที่ต้องเคลียร์ให้ชัดคือ สรรพากรใช้คำว่า “รายรับ” หรือ “ยอดขาย” ก่อนหักค่าใช้จ่าย ในการคำนวณเกณฑ์นี้ครับ ไม่ใช่ “กำไร”
ข้อคิดสำหรับมือใหม่: สูตรจำง่ายๆ: ยอดขายทั้งหมด (ยังไม่หักต้นทุนใดๆ ทั้งสิ้น) > 1,800,000 บาท = ต้องจด VAT
วิธีนับช่วงเวลาของเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท
กติกาของสรรพากรคือให้นับ “ภายในปีปฏิทินเดียวกัน” (เริ่มนับ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของทุกปี) พอขึ้นปีใหม่ ก็จะเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง
ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ:
- สถานการณ์ A: ปีนี้ร้านค้าของคุณมียอดขายรวมตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง ตุลาคม รวมกันได้ 1,750,000 บาท และในเดือนพฤศจิกายน มียอดขายเข้ามาอีก 60,000 บาท ทำให้ยอดรวมกลายเป็น 1,810,000 บาท แบบนี้คือ “ทะลุเกณฑ์ 1.8 ล้าน” ในเดือนพฤศจิกายนทันทีครับ
- สถานการณ์ B: ทั้งปีเปิดร้านมา มียอดขายรวมกันจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม อยู่ที่ 1,500,000 บาท แบบนี้คือไม่เกินเกณฑ์ ไม่จำเป็นต้องจด VAT และพอเริ่มวันที่ 1 มกราคมของปีถัดไป ก็เริ่มนับยอดขายจากศูนย์ใหม่
รายได้ทะลุ 1.8 ล้านบาทแล้ว... ต้องจด VAT ตอนไหน?
นี่คือจุดที่ผู้ประกอบการตกม้าตายและโดนค่าปรับย้อนหลังกันบ่อยที่สุด กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า:
ข้อคิดสำหรับมือใหม่: “เมื่อรายรับทะลุเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทแล้ว คุณมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์”
ย้ำนะครับว่า นับตั้งแต่วันที่ยอดเกิน ไม่ใช่รอให้ถึงสิ้นปี หรือรอให้สะดวก หากในเดือนนั้นยอดขายของคุณทะลุ 1.8 ล้านบาทในวันที่ 15 พฤศจิกายน คุณจะมีเวลาเตรียมตัวและยื่นจด VAT ได้ไม่เกินวันที่ 15 ธันวาคม ของปีนั้นครับ
รายได้ประเภทไหนบ้างที่ "ได้รับยกเว้น" ไม่ต้องจด VAT?
ใช่ว่าทุกธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทจะต้องจด VAT เสมอไป เพราะกฎหมายมีการยกเว้นให้กับบางประเภทธุรกิจ (แม้รายได้จะเกิน 10 ล้านก็ไม่ต้องจด) เช่น:
- การขายพืชผลทางการเกษตร สัตว์ทั้งหลาย (ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต)
- การขายหนังสือ หนังสือพิมพ์ หรือตำราเรียน
- การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร (เช่น รถรับจ้าง ขนส่งสินค้า)
- การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาล
- การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ (เช่น ให้เช่าตึก เช่าคอนโด)
หมายเหตุ: หากคุณทำธุรกิจที่ได้รับยกเว้น แต่อยากเข้าสู่ระบบ VAT เพื่อนำภาษีซื้อมาหักลบ ก็สามารถขอจดทะเบียน VAT ได้ตามความสมัครใจครับ
จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าเกิดรายได้เกิน 1.8 ล้านแล้ว "ไม่ยอมจด VAT"
บางคนอาจคิดว่า “ไม่เป็นไรหรอก สรรพากรคงไม่รู้” แต่ในยุคที่ข้อมูลถูกเชื่อมโยงด้วยระบบออนไลน์และ e-Payment การตรวจสอบทำได้ง่ายมาก หากสรรพากรมาตรวจเจอทีหลัง สิ่งที่คุณต้องเจอคือ “มหากาพย์ภาษีย้อนหลัง” ที่อาจทำให้ธุรกิจถึงขั้นล้มละลายได้จากสิ่งเหล่านี้:
- ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ย้อนหลัง นับตั้งแต่วันที่รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท (โดยที่คุณไม่สามารถไปเรียกเก็บเงิน 7% นี้ย้อนหลังจากลูกค้าเก่าๆ ได้เลย เท่ากับต้องควักเนื้อตัวเอง)
- เบี้ยปรับ (Penalty) สูงสุดถึง 2 เท่าของมูลค่าภาษีที่ต้องจ่าย
- เงินเพิ่ม (Interest) หรือดอกเบี้ยในอัตรา 1.5% ต่อเดือน ของมูลค่าภาษี (คิดเป็นรายเดือน เศษของเดือนก็นับเป็น 1 เดือน)
คำแนะนำระดับมืออาชีพ: วางแผนรับมือระบบ VAT อย่างไรไม่ให้สะดุด
การเข้าสู่ระบบ VAT ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด หากเราเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
หากคุณเห็นแนวโน้มแล้วว่า ยอดขายในครึ่งปีแรกวิ่งไปแตะ 1 ล้านบาทอย่างรวดเร็ว และมีโอกาสทะลุ 1.8 ล้านบาทค่อนข้างแน่ สิ่งที่คุณควรทำทันทีไม่ใช่การชะลอยอดขาย แต่คือ การเริ่มเตรียมระบบหลังบ้าน ครับ ทั้งการหัดออกใบกำกับภาษี การดีลกับคู่ค้าเพื่อขอใบกำกับภาษีซื้อมาใช้ลดหย่อน และการจัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายอย่างเป็นระบบ
ให้การจด VAT เป็นเรื่องง่ายและถูกต้อง 100%
การคำนวณจุดคุ้มทุน ยอดขาย และการยื่นเอกสารจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ราบรื่น ไม่มีปัญหากับสรรพากรในอนาคต จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ทีมงาน ABC Progress พร้อมช่วยคุณวางแผน วางระบบเอกสาร และดำเนินการจดทะเบียน VAT ให้ถูกต้องอย่างมืออาชีพ
ปรึกษาทีมงาน